ปี๋ใหม่เมือง

ช่วงวันหยุดยาวประจำปีของคนไทยช่วงนี้ 13-15 เมษา ของทุกปี

ปรกติคนเหนือเขาไม่ใช้คำว่าสงกรานต์กันนะ
คำว่าสงกรานต์น่ะคนรุ่นหลังๆเขาก็ใช้ตามภาษากลางกัน

ถ้าเป็นคนเหนือจริงๆ หรือผู้เฒ่าผู้แก่ ช่วงนี้เขาจะใช้คำว่า "ปี๋ใหม่เมือง"

คำว่าเมืองก็ไม่น่าจะมาจากคำว่าเมืองใหญ่ หรือเมืองหลวง

แต่น่าจะมาจากคำว่า พื้นเมืองซะมากกว่า

ในแต่ละวัน เขาก็มีชื่อวันที่แตกต่างกัน

สงกรานต์ไทย มี 3 วัน 13-15

แต่ละวันเป็นวันอะไรมั่ง รู้แต่เหมารวมทั้งสามวันเป็นวันสงกรานต์เท่านั้นเอง

แต่สำหรับทางเหนือ แต่ละวันมีชื่อวันและความหมายพร้อมแนวทางปฏิบัติตนที่แตกต่างกันออกไปตามวัน

วันที่ 13 เขาเรียก "วันล่อง"

ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก มักจะได้ยินผู้ใหญ่บอกอยู่ทุกปีว่า รีบนอนรีบตื่น

พอเช้ามืดรีบตื่น ออกไปดูที่น้ำน่าน จะเห็นปู่สังขารย่าสังขาร ป๊กข้าวป๊กของ ล่องใต้ ไปเคาะกรับเคาะไม้ไล่สังขารอะไรไม่ดีก็ฝากไปกับปู่สังขาร

ในความหมายให้ไปไล่ปู้สังขารย่าสังขารลงใต้ พร้อมกับให้พาทุกข์พาไข้พาเคราะห์ของเราไปด้วย

คำว่าป๊ก ในความหมายของทางนี้หมายถึง ห่อผ้า หรือการเอาผ้าห่อข้าวห่อของพาดบ่าหรือสะพายหลัง หรืออะไรตุงๆอยู่ในผ้า

เช่น ขี้ป๊กเต่ว ก็หมายถึงประมาณอึใส่กางเกง อึตุงอยู่ในกางเกง ประมาณนั้น

คำว่าปู่หรือย่า ตามความหมายทางเหนือ ไม่ได้หมายถึงพ่อแม่ของพ่อเรา หรือหมายถึงคนแก่

โดยปรกติจะใช้กับผู้หญิงหรือผู้ชายที่ไม่ได้เป็นญาติเราหรือไม่คนที่เราไม่ได้สนิทสนมด้วย

ก็จะเรียกเขา ปู่นั่นปู่นี่ หรือย่านั่นย่านี่

คำว่าย่าก็ให้ออกเสียงแบบขึ้นจมูกนิดๆ

ปัจจุบันทั้งคำว่าปู่ ย่า หรือป๊ก เด็กรุ่นหลังๆก็ไม่ค่อยจะใช้กันเท่าไหร่แล้วล่ะ

ในวันไล่สังขารนี้

ตอนเป็นเด็ก จำได้ว่าจะมีกิจกรรมอันนึงที่มักจะออกไปทำ ตามประเพณีไล่สังขาร โดยมากก็จะเป็นเด็กๆหรือคนหนุ่มออกไปเล่นกัน

นั่นคือการ "จิ๊สะโป่ก"

คำว่า "จิ๊" ความหมายคือ การจุดไฟ

ส่วนสะโป่ก มันจะเป็นลำไม้ไผ่ ลำใหญ่เท่าต้นขา เจาะตรงกลางทะลุปล้องให้กลวง เหลือปล้องสุดท้ายไว้

เจาะด้านข้างให้เป็นรู เพื่อใส่ก้อนแก๊ส เข้าไป

เมื่อเอาน้ำหยดลงไปที่ก้อนแก๊ส แก๊สก้อนจะกลายเป็นไอแก๊ส เมื่อจุดไฟจ่อเข้าไป มันก็จะเกิดการระเบิด

กระบอกไม่ไผ่จะเป็นเหมือนลำกล้องปืนใหญ่ เกิดประกายไฟและเสียงดัง ยิ่งกว่าประทัดยักษ์เสียอีก

การ "จิ๊สะโป่ก" มักจะเล่นกันตอนดึก ถึงค่อนรุ่ง ก่อนที่จะขึ้นเช้าวันใหม่ของวันล่อง หรือก่อนวันที่ 13 นั่นเอง

เป็นการจุดเพื่อไล่สังขารให้รีบหนีรีบไป

ปัจจุบันนี้แทบไม่เหลือใครเล่นกันอีกแล้ว ปีนี้ก็ไม่ได้ยินเสียงเลย

เด็กสมัยนี้ก็ไม่มาห่วงเล่นอะไรอย่างนี้ เพราะมันมีความยากลำบาก ต้องใช้ความพยายามสูงเกินความพยายามของคนปัจจุบันซะแล้ว

ไหนจะเป็นเรื่องยากที่จะต้องไปหาลำไม้ไผ่ที่ใหญ่พอ ไหนจะต้องลำบากตัดลากมา ไหนจะต้องมาเจาะมาบากรู

ไหนจะหาซื้อแก๊สก้อนอีกซึ่งออกแนวเหม็นแถมสกปรกเปื่อนมือ

เด็กๆรุ่นนี้ก็คง เปิดคอมพ์นั่งแชท เล่นเกมส์โต้รุ่ง หรือซื้อเหล้ามานั่งกินกันซะมากกว่า

และการละเล่นนี้คงหมดไปแล้วล่ะ จะมีใครคิดอนุรักษ์กันรึเปล่าก็ไม่รุเหมือนกัน

ในวันที่ 13 เขาว่าให้อาบน้ำสระผม ตัดเล็บ เก็บกวาดบ้านเรือน ซักล้างเสื้อผ้า

ให้สะอาดหมดจดสดใส สิ่งไม่ดีก็ล้างก็ไล่ไปกับสังขาร

แล้วก็จะมีการนำเสื้อผ้าของทุกคนในครอบครัวไปวัดแต่เช้าไปทำพิธี ไปสะบัด ไล่สิ่งไม่ดีตามสังขารไปตามคติความเชื่อ

วันที่ 14 คือวันเนา หรือวันเน่า

เคยได้ยินตามข่าวว่าวันเนา แต่จริงๆทางนี้จะใช้คำว่าวันเน่า

เน่า ในความหมายว่าเน่า เหมือนภาษากลาง

ในวันนี้ เขาว่า ห้ามพูดจาไม่ดี ห้ามด่าห้ามว่า ห้ามใส่ร้าย ห้ามถกเถียง เดี๋ยวปากจะเน่า

ห้ามเด็ดผักเด็ดไม้ เดี๋ยวมันจะเน่า

ทำไม อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน เพราะถามใครก็ไม่มีใครรู้สาเหตุ รู้แต่ยึดถือปฏิบัติสืบกันมา

คนที่น่าจะรู้คือตากับยาย ก็เสียไปแล้วทั้งคู่อีก ข้อมูลตรงนี้เลยหายไป

วันที่ 15 เขาเรียกว่า "วันพญาวัน"

พญาให้ออกเสียงแบบขึ้นจมูกนิดๆ

ตามชื่อ ก็คือเป็น พญา ของวันทั้งหลาย

เป็นวันดีวันศรี

วันนี้ห้ามใช้เงิน แต่ถ้าหาเงินมาได้จะดีมาก เงินที่หาได้มาให้เก็บไว้ ไม่ควรใช้

ให้เก็บไว้เป็นเงินขวัญถุง เป็นเงินมงคล

วันนี้ที่ตลาดจึงมีแม่ค้าพ่อค้ามากมาย ตลาดคึกคักทีเดียว เพราะทุกคนอยากได้เงินในวันนี้ตามความเชื่อนั่นเอง

แต่วันนี้เป็นวันศีล วันดี ไม่ควรทำบาป ไม่ฆ่าสัตว์

เมื่อเช้าไปตลาดหาซื้อปลามาปล่อยจึงหาไม่ได้เลย ถ้าจะมีก็จะเป็นพวกสัตว์ใหญ่ที่ฆ่าทิ้งไว้ล่วงหน้าวันนึงได้

ส่วนพวกปลา สัตว์เล็กฆ่าทิ้งไว่ไม่ได้ จึงไม่มีเลย

ส่วนที่บ้าน แต่ละบ้านก็มักจะเอาพระพุทธรูป พระเครื่อง สิ่งบูชา รวมไปถึงรูปปู่ย่าตายายบนหิ้ง ออกมาตั้งโต๊ะบูชา

เตรียมน้ำอบน้ำหอมน้ำส้มป่อยลอยดอกไม้

มาสรงน้ำ ทำความสะอาดขัดเช็ด

และในช่วงเย็น ก็จะมีการขนทรายเข้าวัด

ผู้คนหลั่งไหล ถือสลุง หรือขันเงินสลักลาย ใบใหญ่บ้างเล็กบ้าง เดินลงไปที่น้ำน่าน เพื่อขุดทราย แล้วขนมากองก่อเจดีย์ทรายไว้ที่วัดที่ตัวศรัทธา

ประดับตกแต่งกองเจดีย์ทรายด้วยตุง หรือธงเล็กๆ

วันที่ 16 เขาเรียกว่า "วันปากปี๋"

ปี๋ ก็คือ ปี

ปากปี๋ ก็เป็นวันก่อนถึงปีใหม่ เป็นปากทางสู่การเริ่มต้นปีใหม่ ตามคติพื้นเมือง

วันนี้จึงเป็นวันทำบุญ ผู้คนจะเข้าวัดทำบุญ ทำจิตใจให้สะอาด

และจะมีการ ทำบุญถวายกองทราย ที่ขนตั้งแต่ตอนเย็นของวันพญาวัน

วันที่ 17 นี่ถึงเป็นวัน "ปี๋ใหม่" ตามคติคนพื้นเมืองที่แท้จริง

วันนี้ถึงเป็นวันแรกของปี

เป็นวันดีที่จะได้เริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับปีใหม่ที่มาถึง
ในวันนี้ก็จะมีการแห่บ้องไฟตามภาษาเหนือ รือบั้งไฟตามภาษาอีสาน

เช้ามา แต่ละวัดก็จะแห่บ้องไฟของวัดไปในหมู่บ้าน เสียงฆ้องกลองร้องลำสนุกสนาน

มีการเรี่ยไรไปตามทาง ซึ่งไม่ได้เอาไปทำบุญ

แต่เอาไปกินเหล้าฉลองปีใหม่ กับฉลองบ้องไฟกัน

ช่วงบ่ายก็จะมีการประกวดบ้องไฟ มีการแข่งขันจุดบ้องไฟ ครึกครื้นสนุกสนานของจังหวัด ซึ่งจริงๆก็แค่เขตอำเภอเมืองเท่านั้นแหละ

ไม่แน่ใจอำเภออื่นจะมีประกวดบ้องไฟประจำอำเภอหรือไม่ หรืออาจจะแห่แล้วก็จุดกันเองในหมู่บ้าน หรือแข่งกันกับหมู่บ้านใกล้เคียงอันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกัน

แล้วก็ลงท้ายด้วยการฉลอง เมากันไปตามประสาคนไทย เมาได้ทุกเทศกาล

ดังนั้นเทศกาลวันปีใหม่ หากถือตามคติพื้นเมืองทางเหนือแล้ว ไม่ใช่แค่ 13-15 เมษา เท่านั้น

แต่กินเวลาเริ่มต้นตั้งแต่คืนวันที่ 12 เมษา จนมาสิ้นสุดเอาจริงๆก็วันที่ 17 เมษา เลยทีเดียว

ประเพณีหรือคติค่านิยมแบบนี้ ยังคงอยู่

แต่ในบางส่วนก็เริ่มๆที่จะสูญหายหรือเลือนๆไปตาม สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

เด็กรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ใส่ใจกับอะไรอย่างนี้

จะมีปฏิบัติตามประเพณีบ้างก็ด้วยผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านทำหรือให้ทำเท่านั้น

หากผู้ใหญ่ที่บ้านไม่ได้ใส่ใจ เด็กก็ไม่ได้สนใจแล้ว

ส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจแล้ว ยิ่งน้อยคนนักที่จะรู้ ความหมาย หรือประเพณีปฏิบัติของแต่ละวัน

อย่างสะโป่ก นี่ก็หายสาบสูญไปแล้ว

การขนทราย ตอนเป็นเด็กจำได้ว่าครึกครื้นมาก มากันทุกบ้าน บางบ้านก็มากันครบคน

ปีนี้มีอยู่สิบคนถึงป่าวไม่รุ

บ้องไฟ ปีนี้ก็ไม่เห็นมีใครทำนะ ที่หมู่บ้านน่ะ ไม่ส่งประกวดแล้วมั้ง

ไม่ใช่แค่ระดับเด็กที่ไม่สนใจ ผู้ใหญ่ หลังๆก็ไม่ค่อยเอาด้วยเหมือนกัน

สังคมมันเปลี่ยน โครงสร้างสังคมเปลี่ยน วิถีชีวิตมันก็เปลี่ยนไปแล้ว

ผู้ใหญ่อยู่กับทีวี เด็กอยู่กับคอมพ์

แต่ละบ้านต่างคนต่างอยู่

น้อยนักที่จะมารวมกลุ่ม พบปะ พูดคุย เมื่อไม่มีกิจกรรม ช่องว่างก็เกิดขึ้นและนับวันก็ยิ่งห่าง

วัดก็ไม่ได้เป็นศูนย์รวมชุมชนอีกต่อไป

แม้จะเป็นต่างจังหวัด แต่วิถีชีวิตของคนที่นี่ปัจจุบัน ก็ก้าวเข้าสู่ลักษณะของชุมชนเมืองไปแล้ว

อยู่หมู่บ้านเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้เหมือนเดิม แต่ละบ้านอยู่ในกรอบรั้วบ้านใครบ้านมัน อยู่ในโลกของใครของมัน ยังกะอยู่บ้านจัดสรรเลย

ยังดีที่ช่วงนี้มีเสื้อแดง

และดีที่ช่องเสื้อแดงโดนปิดไป ทำให้แต่ละคนได้ออกจากกรอบขังตัวเอง เพราะอึดอัดหงุดหงิดไม่มีอะไรดู

พอออกมาก็ทำให้ได้เจอกัน ได้คุยกันในเรื่องเดียวกัน ค่อยเป็นสังคมหรือชุมชนหน่อย

แม้จะคุยกันอย่างก้าวร้าว และรุนแรงอยู่บ้าง แต่ก็ยังออกแนวสามัคคีกันอยู่

แม้ว่าพอเรื่องนี้มันซาไป ลืมไป แต่ละคนจะกลับไปอยู่ในโลกของตัวเองตามเดิมก็ตามที

ซึ่งในสภาพอย่างที่เป็นอย่างนี้

จะเอาอะไรกับประเพณี

ประเพณีเกิดขึ้นเพราะความเป็นสังคม หรือชุมชน เพราะมีสังคมจึงมีประเพณี

ประเพณีจึงเป็นกิจกรรมเชิงสังคม

วันหนึ่งหรือวันนี้ สังคมมันเปลี่ยนไป รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสังคมมันเปลี่ยนไป

ความจำเป็นต้องมีของประเพณียังมีอยู่หรือไม่

หรือประเพณีก็ต้องการการปรับเปลี่ยนไปตามรูปแบบสังคมด้วย

แล้วมันจะเปลี่ยนไปแบบไหนล่ะ

อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน แต่ประเพณีเดิมๆมีความสำคัญน้อยลงล่ะใช่

น่าเศร้าถ้าทุกอย่างเปลี่ยนไป และประเพณีที่คุ้นเคยจะหายไป

ไม่อยากให้หายไป แต่ก็ไม่ได้เข้าร่วมแต่อย่างใด

อืมมมม….ฉันก็สองมาตรฐานเหมือนกันนะเนี่ยะ 555

มองอีกทางนึง

ฉันแก่แล้วจริงๆด้วย

อาการโหยหาอดีตเริ่มออกแล้วสิเรา หุ หุ หุ

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ ปี๋ใหม่เมือง

  1. sucharee พูดว่า:

    เหอะๆๆ พี่หนุ่ม มาเม้นท์ให้ถูกที่ถูกทางแล้วนะคะ รับรองไม่ผิดคิวแล้ว ชัวร์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s