ดิกเดียม

เคยได้ยินต้นไม้ชื่อว่าต้นดิกเดียมกันป๊ะ
ตั้งแต่เกิดมาผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน
จนกระทั่ง….ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา
วันที่ 31 ธค บรรดาญาติๆที่น่านก็มีการรวมตัวมาพบปะกัน
มีกินอะไรกันนิดหน่อย ไม่ค่อยเอิกเกริก ไม่ค่อยเมา และไม่ค่อยดึก
ฟังดูผิดวิสัยงานปีใหม่นะ
ใช่มันผิดวิสัย แต่ก็มีสาเหตุซึ่งจะได้กล่าวต่อไปภายหลัง ไม่รู้เมื่อไหร่
ญาติผู้พี่ท่านหนึ่ง จากต่างอำเภอ ได้กล่าวถึงไอ่ต้นนี่ขึ้นมาทำเอาผมสะดุด
ก็เกิดมาไม่เคยได้ยินชื่อไอ่ต้นอะไรพรรค์นี้มาก่อน
"ต้นจิ๊เดียม" ภาษาเหนือ
ในความหมาย ต้น คือ Tony……..
 
ไม่ใช่ว๊อยยยยย…….ต้น ก็ความหมายเดียวกันนั่นแหละ
จิ๊ ในความหมาย จิ้มๆ เขี่ยๆ อะไรประมาณนี้
เดียม ก็ประมาณ จั๊กกะจี้ จั๊กกะเดียม ก็ว่าไป
ความหมายรวมๆก็ประมาณ ต้นไม้ที่เอานิ้วหรือเอาอะไรเขี่ยๆมันก็จะออกอาการสะดิ้ง จั๊กกะจี้ประมาณนั้น
 
หะแรกผมนึกไปถึงไมยราบ อะไรเทือกนั้น
แต่พี่สาวบอกไม่ใช่นะ ไม่เหมือนซักนิด บอกว่าต้นมันใหญ่
"เอานิ้วจิ๊สายดึ่ยๆ"
บ๊ะ มันเป๋นจาไดวะ วันพูกจะไปผ่อโล๊ะ
ว่าแล้ววันรุ่งขึ้น
ผมก็เลยชวนน้องชายพร้อมคุณนายกอบกุลเธอขึ้นเหนือ
อาศัยข้ออ้างไปดูสวนที่อำเภอเชียงกลาง
แน่นอนว่าจริงๆแล้วอยากไปดูไอ่ต้นนี่ให้เห็นประจักกะตา
 
เมื่ออ้างว่าดูสวน ก็ต้องไปดูสวนกันเสียก่อน
นู้นเลยครับ เชียงกลาง
ไกลโคตรๆ มาซื้อที่อะไรไกลกันนักกันหนา
แต่นั่นแหละมันย่อมต้องมีเหตุผล ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป(เอ้อ……ผลัดมันไปให้หมด)
 
เชียงกลาง ก็เป็นอำเภอนึงที่แบบไกลอะ
อารมณ์ชนบทเรียบง่าย
อำเภอนี้ติดกับทุ่งช้าง ถัดทุ่งช้างก็เป็นลาวแล้วล่ะ หลวงพระบาง คุ้นดีไม๊
จะไปหลวงพระบางไปทางน่านก็ได้นะ แต่คนมักจะไปทางเรือจากเชียงรายมากกว่า
 
สวนที่ว่า อยู่นอกตัวอำเภอมาอีกนิดนึง ใกล้ๆกับอนุสาวรีย์(จำชื่อไม่ได้ละ)
มีแต่ภูเขาๆๆๆๆๆๆๆป่าๆๆๆๆๆๆ
 

 

ถนนลูกรังฝุ่นแดงหนาเตอะ เราจอดรถ แล้วก็ต้องปีนกันต่อ
ที่ป้าแกชี้โบ๊ชี้เบ๊อยู่นั่นล่ะเขตสวน ไอ่หน้าผาย่อมๆนั่นแหละ
ป้าแกก็ปีนขึ้นไปได้นะ เก่งจัง
 

บนยอดเขา ก็จะมีกระต๊อบโดดเดี่ยวหันหน้าเผชิญทิวเขาสลับซักซ้อนเบื้องหน้า

 

นั่นแหละครับ อย่างที่บอก
มันไกลขนาดนั้น แถมที่บ้านไม่มีรถยนต์อะนะ ต่อให้มีคุณนายเธอก็ขับไม่เป็น ต้องรอคุณลูกมาขับ

แล้วเธอจะมาได้ยังไง แถมเป็นภูเขาต้องปีนกันซะขนาดนั้น

ไอ่สวนของเราจะปลูกอะไรได้ ถ้าไม่ใช่ ……………..

 

หันมองรอบตัวก็ อา…………..สวนเรามีแต่หญ้า

บ้านเราซื้อภูเขาปลูกหญ้ากันล่ะคับคุณนาย

ว่าแล้วก็ไปถ่ายรูปกับหญ้าเป็นหลักฐานกันหน่อย

 

อ่ะคุณนายคะ ถ่ายรูปเร็ว
เชิดหน้านิดนึง
อีกนิดนึงค่ะ ช่าย…..อย่างนั้นแหละ
มือเท้าสะเอวค่ะ
ดีค่ะ…..
อ๊ะแอ่นอกนิดนึงจะได้ตู้ม
อู๊วว……เริ่ดค่ะคุณนายยยยยย
แช๊ะ…………………………

 

หลังจากโพสท่าถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานกับภูเขาหญ้าของเรา
ซักพักเราก็ตัดสินใจกลับกัน(ก็ไม่รู้จะอยู่ทำไมนี่)
 
ขากลับ เราแวะตัวเมืองเชียงกลางอีกครั้ง ให้คุณนายระลึกความหลัง
ลำเหมืองนี่เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กแม่มาจับปลาแถวนี้แทบทุกวัน ช่วงหน้าหนาวอย่างนี้ก็จะไปขุดหอยจุ๊บจำศีล
ตรงนี้เมื่อก่อนเป็นป่า ผีดุมาก เคยโดนผีหลอกตรงนี้ วิ่งหนีไปถึงวัดนู้น ไม่รู้ตัวว่าไปถึงเมื่อไหร่แหกปากลั่นหมู่บ้าน เธอก็เล่าปายยยยย
ตรงนี้เมื่อก่อนเป็นที่ของตาหมดทั้งแถบ
เมื่อก่อนตานี่ก็ถือเป็นชนชั้นฮายโซของแถบนี้ มีที่เยอะ โรงบ่มใบยาทั้งแถบนั่น ตาก็เป็นหุ้นส่วนอยู่ครึ่งนึง
แต่ตาตัดสินใจขายหมด แล้วย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
เพื่อให้ลูกทุกคนได้เรียนหนังสือ ลูกแปดคน กว่าจะส่งให้จบปริญญากันครบ
บ้านเราก็แทบจะไม่เหลืออะไรกันแล้วอย่างที่เห็น เพราะตาก็เป็นแค่ครู ส่วนยายก็ต้องลาออกมาเลี้ยงลูก
นั่นสินะ ข้าราชการต่างจังหวัด ทำงานคนเดียว
ดูแลครอบครัว ส่งเสียลูกแปดคนจนจบปริญญา ตาคงเหนื่อยไม่ใช่เล่นเลย
 
ถ้าวันนั้นตาไม่ตัดสินใจขายทุกอย่าง แล้วย้ายเข้าเมือง
วันนี้บ้านเราก็คงเป็นครอบครัวชาวบ้านธรรมดา จับปูจับปลา เก็บผักเก็บไม้ไปขายตลาด
ผมก็คงเป็นคุณลุงหัวล้าน แบกจอบ ลากแห ทอดแหจับปลา เลี้ยงวัวเลี้ยงควายอยู่แถวนั้น(อาจมีเมียแล้วด้วย..555)
แม้ตาจะมีอะไรเยอะ แต่ลูกก็เยอะแบ่งไปแบ่งมาก็เหลือให้แต่ละคนพออยู่กันเท่านั้น
เอาเถิดสุดท้ายก็ต้องขายสิ้น
และแม้วันนี้บ้านเราจะยังไม่มีอะไร แต่ประเทศไทยได้ข้าราชการเพิ่มขึ้นมาร่วมสิบคนเชียวนะ
ใครจะว่าอย่างไร
แต่ความภาคภูมิใจนั้น ตามีอยู่เต็มเปี่ยม 
สมที่คงจะตั้งใจไว้ เห็นได้ทุกครั้งที่แกยกมือประนมท่วมหัว กราบไหว้รูปประดับบนฝาบ้าน ด้วยสายตาเต็มตื้นและภาคภูมิจนสิ้นลม
แกคงจะภูมิใจยิ่งขึ้นกระมัง หากวันนี้รู้ว่า นอกจากลูกแล้วหลานๆก็เป็นข้าราชการกันซะส่วนมาก 
 
ซักพักเราขับรถผ่านป้ายบอกว่า "วิหารไทลื้อ"
ผมหันไปถามแม่ วัดไรเนี่ยะรู้จักเปล่า ไปดูไม๊
แม่คิดซักพัก แถวนี้มีวัดเดียวนี่ วัดหนองแดงน่ะสิ เมื่อก่อนแม่เป็นเด็กแถวนี้ จะเจอคนรู้จักที่วัดป่าวน้าาา….
(เนื่องจากขี้เกียจรีไซส์ จึงขอติดไว้ก่อน)
 
เราแวะดูวัดหนองแดงซักพัก แม่ไม่เจอคนรู้จักเลย
แล้วเราก็กลับ เพื่อแวะดูต้นจิ๊เดียมนั่น
 
เราไม่มีข้อมูลอะไรเลยครับ เพราะลืมถาม
รู้อย่างเดียวว่าอยู่ในวัดในตัวอำเภอปัว
แต่ตัวอำเภอในต่างจังหวัด ไม่ใหญ่หรอกครับ ไปหาเอาข้างหน้าก็คงไม่มีปัญหาอะไร
 
พอถึงปัว เราก็วิ่งวนๆแถวตลาด หาวัด
แล้วเราก็เจอวัด และเห็นรถทะเบียนต่างจังหวัดวิ่งตามๆกันเข้าไปหลายคัน
เลยคิดว่านี่แหละ นักท่องเที่ยวมาดูแหง
พอตามเข้าไปก็ไม่ผิดจริงๆ
 
วัดนี้ชื่อวัดปรางค์ พอเข้าไปก็เห็นที่ลานวัดมีรถจอดอยู่หลายคัน
มีผู้คนยืนชมต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่ และมีพระรูปหนึ่งยืนอธิบายอะไรบางอย่างอยู่
  

ใช่เลย ป้ายบอกชัดเจน
พระรูปนั้นเอื้อมมือไปลูบเบาๆที่ลำต้น
แล้วส่วนกิ่งก้านด้านบนก็เริ่มสั่นไหว เหมือนใครเอามือโยกต้นไม้ ทั้งๆที่ท่านแค่ลูบๆ
ท่านว่าคนมาดูตลอดเลย สงสารต้นไม้
มาถึงบ้างก็ทุบก็โยก ทั้งวี่ทั้งวัน ต้นไม้ช้ำหมด มากๆเข้าเดี๋ยวก็ตายกันพอดี
ท่านเลยทำให้ดูแล้วก็ไม่สนับสนุนให้ทุกคนพิสูจน์ 
พูดไปพูดมาก็เลยชวนทุกคนเข้าไปคุยกันในโบสถ์
 
พอทุกคนเข้าไปในโบสถ์ ผมลองเอามือไปผลักดูก็ไหวๆเหมือนกันนะ(ก็แน่ล่ะ)
แต่ก็รู้สึกแน่นหนาอยู่นะ ทำไมมันไหวได้หว่า แค่ลูบ
ท่านใช้วิชาอะไรรึเปล่าไม่รุ
ช่างเถอะครับ
ลองมากๆเดี๋ยวต้นไม้ตายเปล่า
 
กลับเหอะ
ผมหันหน้ามาชวนแม่กับน้อง
กลับบ้านเหอะ
เดี๋ยวพาไปกินไอติมในเมือง
 
ทุกคนโอเค
เราก็เลยมูฟกัน
 
ครับอยากดูก็ไปดูมา
 
บอกไม่ได้เหมือนกันว่า เพราะต้นไม้มันเป็นพันธ์ของมันอย่างนั้น
หรือพระท่านใช้วิทยายุทธอะไร
ก็ลองไปดูกันเอาเองเถอะครับ
 
นอกจากไอ่ต้นนี้แล้ว
ที่ปัว ก็ยังมีต้นไม้ต้นเดียวในโลกที่ชื่อว่า ชมพูภูคา
อืมม…..ผมไม่เคยเห็นหรอก
และเราคงจะไม่แวะไปดูกันวันนั้น
 
เพราะมันอยู่บนอุทธยานแห่งชาติดอยภูคานู้นน่ะสิ ต้องขึ้นเขาไปอีกหลายกิโล
กว่าจะถึง คงมืดพอดี
หิวไอติมแล้วด้วย
 
เอาเป็นโอกาสหน้าละกัน
 
หากมีโอกาส
 
จะไปดูแล้วมาเล่าให้ฟังกันอีกหนละกันครับ
 
 
 
.สวัสดี.
 
 
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

5 ตอบกลับที่ ดิกเดียม

  1. Anucha พูดว่า:

    ยาวมาก เลยมาลงชื่อไว้ก่อน ค่อยมาอ่านจ๊ะ

  2. hon พูดว่า:

    อ่านแล้วนะ อ่านทุกบรรทัดเลย สนุกดีจ้าแต่ว่าต้องไปทำการบ้านแย้ว ผลัดมาหลายวันเกิ๊นนนนน

  3. PooH พูดว่า:

    ท่าทางแม่พี่หนุ่มจะลีลาเยอะนะ ดูจากการเต๊ะท่าถ่ายรูป อันนี้ตั้งแต่ปีใหม่นิ่พี่ ขยันดองจริงๆ เขียนอีกๆ

  4. kimlui พูดว่า:

    ตาของพี่หนุ่มเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เนอะอ่านแล้วความคิดมันสะดุดกับคำว่า "ข้าราชการกับความภูมิใจ" จังเลย^^

  5. Gumby พูดว่า:

    นางแบบสวยเน๊อะอ้าย…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s